WelcoMe To ->Bei!zZ<- WonDerLand Cute Pixel Graphics from Freeglitters.com
Myspace Comments

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552

ฟังเทศน์

สวัสดีจ้าเพื่อนๆ

วันนี้ไปฟังเทศน์มา เอาบุญมาฝากจ้า ฟังเทศน์มหาชาติ มหาเวสสันดรทั้งหมด 13 กัณฑ์ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที (ถ้าเป็นขนาดยาวต้องใช้เวลากัณฑ์ละ 2 ชั่วโมงเลยทีเดียวเชียวนะ รับรองว่าหลับแน่ๆ ^^)แต่ละกัณฑ์ก็จะมีอานิสงส์ที่แตกต่างกันไป หากบูชากัณฑืไหนก็จะได้ผลบุญของกัณฑ์นั้นๆ ห้องเราบูชากัณฑ์ที่ 2 กัณฑ์หิมพานต์ การฟังเทศน์ครั้งนี้เป็นการเทศน์ที่ไม่น่าเบื่อเลยจริงนะ แถมยังสนุกมากอีกด้วยแหละ
ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสก็ขอเชิญชวนให้ลองฟังเทศน์กัน เพราะการฟังเทศน์จะช่วยให้เรามีสติ ได้รับความรู้ คุณธรรมและประโยชน์อีกหลายอย่างเลยทีเดียว

ต่อจากการฟังเทศน์เราก็ได้ไปช่วยงานห้องพยาบาล ไปนั่งปั้นสำลี(เราชอบปั้นสำลีม๊ากมาก><")นึ่งสำลีด้วย เหอะๆ^^ แล้วก็ได้ระบายความในใจทุกอย่างที่เก็บไว้มานานกับเพื่อนของเรา รู้สึกสบายใจจังเลย และที่สำคัญก่อนกับบ้าน ป๊าของโมเลี้ยง swensens ด้วย อร่อยมากๆ(ของฟรี!!!) และที่ขาดไม่ได้ พอกินเสร็จพวกเราก่อนเริ่มปฏิบัติการพันก้านเชอร์รี่ โอ๊ะOoO" โฮะๆๆๆ รู้ใช่เปล่าว่ามันหมายถึงอะไรอ่ะ กลับมาบ้านเรายังพันไม่ได้เลย แหะๆ>.<" (นั่งพันก้านเชอร์รี่มาตลอดทางเลย แหะๆ)สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ หมั่นไส้เลยใช้มือจับพันเองซะเลย เท่านี้ก็จบ!!! พันได้สวยงามกว่าอีก เนอะๆ

วันนี้มาบ่นๆให้ฟังอีกแล้ว แหะๆ ไปทำงานก่อนนะ บ๊ายบาย

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

วันวาเลนไทน์ (Valentine)

ว้าว ว OoO" 14 กุมภาวันวาเลนไทน์ (วันคล้ายวันเกิดพี่ชายเราด้วย) ก่อนอื่นต้อง HaPPY Birth Day HBD. พี่ชายล่วงหน้าก่อนเลยย ย มีความสุขมากๆนะคะ

ต่อมาเรามาพูดถึงความสำคัญของวันวาเลนไทน์กันดีกว่าค่ะ ใครมีความรักแล้วบ้างยกมือขึ้น เราขอยกมือขึ้นคนแรกเลยย ย!!^^ ก็รักคุณพ่อ คุณแม่ คุณพี่ชายไง อิอิ ให้รักใครล่ะ เนอะๆ ไม่มีใครรักเราเท่าพ่อแม่หรอกค่ะ วันนี้เรามีประวัติความเป็นมาของวันวาเลนไทน์และความหมายของสีดอกกุหลาบมาฝากกันด้วยนะ ลองอ่างดูนะ

วันวาเลนไทน์ (Valentine)
เรื่อง “วันวาเลนไทน์” (Valentine) คือวันที่ระลึกถึง นักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผู้เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาดี ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริงแต่เขาต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หรือเมื่อประมาณ 1,734 ปีล่วงเลยมาแล้วในจักรวรรดิโรมัน ประวัติความเป็นมาของเรื่องนี้ เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 3 มีผู้นำคริสตชนคนหนึ่งชื่อ “วาเลนตินัส” เขาเป็นคนที่มีความรักและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์มาก โดยทุกๆ วันเขาจะแอบนำอาหารและของใช้ที่จำเป็นไปวางไว้ประตูหน้าบ้านของคนยากจนโดยไม่ให้คนเหล่านั้นรู้ ซึ่งในสมัยนั้น ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับในจักรวรรดิโรมัน และถือว่าใครที่นับถือศาสนาคริสต์จะมีความผิดร้ายแรงมาก พวกคริสตนชนจึงถูกข่มเหงและทารุณกรรมอย่างหนักเพื่อบังคับให้เลิกเป็นคริสต์ ใครที่ไม่ยอมเลิกนับถือคริสต์จะถูกทรมานและฆ่าทิ้ง “วาเลนตินัส” ก็รวมอยู่ในกลุ่มขบวนการถูกขู่เข็ญและทรมานบังคับให้เลิกนับถือศาสนาคริสต์ แต่เขาไม่ยอมจึงถูกจับเข้าคุกในข้อหาเป็นคริสตชน ในขณะที่วาเลนตินัสถูกจับขังคุกนั้น เขาได้พบรักกับสาวตาบอดซึ่งเธอเป็นลูกสาวของผู้คุมในนั้นและด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขาพระเจ้าได้ทรงโปรดรักษาตาของคนรักของเขาให้หายเป็นปกติ จากเหตุการณ์นี้เองจึงทำให้ผู้คุมและครอบครัวของเขาหันมานับเชื่อพระเจ้าของชาวคริสต์ ต่อมาเรื่องนี้รู้ถึงจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 ของโรม พระองค์ทรงกริ้วมาก ได้สั่งให้ลงโทษวาเลนตินัสอย่างหนักด้วยการโบยและนำไปประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ในคืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกนำไปประหารนั้น วาเลนตินัส ได้เขียนจดหมายสั้นๆ เป็นการอำลาส่งไปให้เพื่อนหญิงคนรักของเขา และลงท้ายในจดหมายว่า “จากวาเลนไทน์ของเธอ” รุ่งขึ้นของเช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 วาเลนตินัสก็ถูกนำไปตัดศีรษะและเอาศพไปฝังไว้ที่เฟลมิเนี่ยนเวย์ ซึ่งภายหลังมีการสร้างโบสถ์หลังใหญ่คร่อมสุสานของเขาไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงชีวิตและความรักอันยิ่งใหญ่ของเขา คนทั่วประทับใจกับความรักของเขาจึงยึดถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น “วันวาเลนไทน์” ภาษาอังกฤษเรียกว่า Saint Valentine’s Day หรือ Valentine ‘s Day หรือ “วันแห่งความรัก” ซึ่งต่อมาได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรปและอเมริกา และเข้ามาในทวีปเอเชีย และประเทศไทยด้วย

แล้วทำไมวันวาเลนไทน์ต้องให้ดอกกุหลาบด้วย ?????
เพราะว่ากุหลาบมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้วล่ะ จึงทำให้ความสวยงามของดอกและกลิ่นอันชวนพิสมัยของราชินีแห่งดอกไม้นี้เป็นที่เลื่องลือมาช้านาน และล้วนกล่าวถึงความงามเป็นสื่อที่แสดงถึงความสุข ความมีไมตรีจิต ความน่ารัก ความสวยงาม การบูชา และการเกี้ยวพาราสี ดังนั้น กุหลาบจึงเป็นเสมือนตัวแทนแห่งความรัก และความอมตะ จนมีตำนานกล่าวขานกันต่างๆ นานา ตั้งแต่สมัยกรีก ตำนานเล่าว่า “คลอรีส” เทพธิดาแห่งดอกไม้ได้บันดาลให้ร่างของนางไม้กลายเป็นกุหลาบและยกให้เป็นราชินีของดอกไม้ จากนั้นต่อมาก็มีการมอบดอกกุหลาบแก่ “อีรอส” ลูกชาย ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก ส่วนในศาสนาคริสต์เชื่อกันว่า ในสมัยที่พระเยซูถูกตรึงไว้ไม้กางเขนอยู่นั้น พระโลหิตได้ไหลหยดลงบนต้นหญ้ามอสส์และได้ยังเกิดเป็นต้นกุหลาบที่มีดอกสีแดงสด จึงมีการเรียกขานกุหลาบชนิดนี้ว่า “กุหลาบมอสส์” นอกจากนี้ยังมีการสู้รบกันระหว่าง 2 ตระกูลใหญ่ คือราชวงศ์ยอร์ค ซึ่งใช้สัญลักษณ์เป็นดอกกุหลาบ และราชวงศ์แลงแคสเตอร์ ใช้ดอกกุหลาบแดงเป็นสัญลักษณ์และได้เรียกสงครามครั้งนี้ว่า “สงครามกุหลาบ” ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 1948-2028 และในสมัยต่อมา พวกกุหลาบแดงได้มาแต่งงานกับพวกกุหลาบขาว ซึ่งในปัจจุบันกุหลาบได้ถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของชาวอังกฤษไป ถ้าทุกคนมีความรักให้แก่กันแล้วโลกจะสงบสุขแน่นอน

รูปร่างและสีสันของดอกกุหลาบ…แปลความหมายได้ดังนี้
ดอกกุหลาบนั้นทั้งลักษณะและสีสันของมันสามารถสื่อความหมายถึงคนที่เรามอบให้ได้ว่าอย่างไรที่เราทุกคนเรียกมันว่า “ภาษาดอกไม้” มาดูกันเลยว่าดอกกุหลาบแต่ละแบบ แต่ละสีสื่อความหมายไว้ว่าอย่างไรกันบ้าง

กุหลาบแดง หมายถึง ความรักและความปรารถนา เป็นดอกไม้ของคิวปิคและอีรอส (คุณกามเทพไง) เป็นสิ่งนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับ

กุหลาบขาว หมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ ความเงียบสงบ และนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับเช่นเดียวกับดอก กุหลาบแดง

กุหลาบสีชมพู หมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์ที่สุด

กุหลาบสีเหลืองหรือสีส้ม หมายถึง ความรักร้อนแรงและยาวนาน ไม่จืดจาง หวานชื่น และมีความสุข

กุหลาบตูม หมายถึง ความรักและความเยาว์วัย

กุหลาบบาน หมายถึง ความรักที่กำลังเบ่งบาน ความอ่อนหวาน สดชื่น

เป็นอย่างไรบ้าง หวังว่าคุณคงหายสงสัยแล้วว่าทำไมวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปีจึงเป็นวันวาเลนไทน์ และทำไมต้องให้ดอกกุหลาบในวันนั้น


ประเพณีของหนุ่มสาวชาวอาทิตย์อุทัย หรือชาวญี่ปุ่นนั่นเองจะแตกต่างกับ ชาติอื่นๆ คือในวันที่ 14 กุมภาพันธ์หรือ วันวาเลนไทน์ สาวๆ จะเป็นคนให้ ช็อกโกเลต (Chocolate) รูปหัวใจขนาดเล็ก-ใหญ่แล้วแต่ความชอบน้อย-มาก ( ฐานะด้วย ) ตัวเองทำเองแก่หนุ่มๆ ที่เธอชอบเรียกว่าวันนั้นหนุ่มๆ ยิ้มกันแก้มปริกันเป็นแถว หลังจากวันนั้นอีกหนึ่งเดือนคือวันที่ 14 มีนาคมหนุ่มๆ ก็จะมอบดอกกุหลาบ เพื่อเป็นการขอบคุณสาวผู้ให้
สำหรับประเพณีเกาหลี วันที่ 14 กุมภาพันธ์ หนุ่มจะเป็นคนให้ช็อกโกเลต รูปหัวใจให้สาวที่ตัวเองรัก ....หลังจากนั้น 14 มีนาคม หากสาวรักหนุ่มคนนั้น เธอก็จะส่ง ช็อกโกแลต ขาวเพื่อสื่อรัก กับหนุ่มคนนั้น
แล้วคุณล่ะ ปฏิบัติอย่างไร กับคนรักของคุณ


ขอฝากทุกคนดูแลตัวเองใจช่วงวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักด้วยนะคะ อย่าให้ใครมาทำให้เราเสีย...ใจได้หละ

ที่มา
http://www.geocities.com/thirayost2/web_biblestory/valentine.html

วันครู

สวัสดีเพื่อนๆทุกคนจ้า วันที่ 16 มกราคม เราถือว่าเป็นวันที่พวกเราทุกคนจะระลึกนึกถึงพระคุณของคุณครูทุกคนที่คอยอบรมสั่งสอนเรามา ให้เราเป็นผู้ที่มีวิชาความรู้และเป็นคนดีของสังคมและทุกคน วันนี้เรามีประวัติความเป็นมาของวันครูมาฝากกันจ้ะ

ประวัติความเป็นมาของการจัดงานวันครู

ในปี พ.ศ. 2499 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวปราศัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศ ถึงความคิดที่จะกำหนดให้มีวันครู และเป็นการสอดคล้องกับความคิดเห็นของครูทั่วไป
ดังนั้น ในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้ วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น "วันครู" โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2488 เป็นวันครู
วันครูได้จัดให้มีในครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาในปี พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า "คุรุสภา" เป็นนิติบุคคล ให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครู ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษาและวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู
ในทุก ๆ ปี คุรุสภาได้ให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภา โดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัย


ความหมายของดอกไม้ต่างๆ ที่นิยมใช้ในการไหว้ครู

ดอกมะเขือ เป็นดอกที่โน้มต่ำลงมาเสมอ ไม่ได้เป็นดอกที่ชูขึ้น คนโบราณจึงกำหนดให้เป็นดอกไม้สำหรับไหว้ครู ไม่ว่าจะเป็นครูดนตรี ครูมวย ครูสอนหนังสือ ก็ให้ใช้ดอกมะเขือนี้เพื่อศิษย์จะได้อ่อนน้อมถ่อมตนพร้อมที่จะเรียนวิชาความรู้ต่างๆ นอกจากนี้มะเขือยังมีเมล็ดมาก ไปงอกงามได้ง่ายในทุกที่ เช่นเดียวกับหญ้าแพรก


หญ้าแพรก เป็นหญ้าที่เจริญงอกงาม แพร่กระจายพันธ์ ไปได้อย่างรวดเร็วมาก หญ้าแพรกดอกมะเขือจึงมีความหมายซ่อนเร้นอยู่ คนโบราณจึงถือเอาเป็นเคล็ดว่า ถ้าใช้หญ้าแพรกดอกมะเขือไหว้ครูแล้ว สติปัญญาของเด็กจะเจริญงอกงามเหมือนหญ้าแพรกและ ดอกมะเขือนั่นเอง

ดอกเข็ม เพราะดอกเข็มนั้นมีปลายแหลม สติปัญญาจะได้แหลมคมเหมือนดอกเข็ม และก็อาจเป็นได้ว่า เกสรดอกเข็มมีรสหวาน การใช้ดอกเข็มไหว้ครู วิชาความรู้จะให้ประโยชน์กับชีวิต ทำให้ชีวิตมีความสดชื่นเหมือนรสหวานของดอกเข็ม


อย่าลืมกราบคุณครูเพื่อแสดงความกตัญญูต่อคุณครูนะคะ อ่อ!!! ถ้าจะให้ดี เป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน ไม่คุยในห้องเรียน เราคิดว่าเพียงเท่านี้คุณครูก็ดีใจมากแล้วล่ะคะ

ที่มา
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/samutsongkhram/nittaya_a/day/s3p7.htm

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

Diary - ไม่หลับไม่นอน[ทำอะไร!?!]

ดีจ้า...เพื่อนๆทุกคน

วันนี้นั่งทำงานเพลิน เลยไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน หิวขึ้นมาซะงั้นแหละ แหะๆ^^ มีมันฝรั่งทอดอยู่ แต่ไม่อยากกิน เพราะกลัวอ้วน อ้วนแล้วลงแก้ม!!! โอ๊ะๆๆ>o<" เพื่อนชอบบอกว่าแก้มเป่งจนจะแตกอยู่แล้ว 555+ นั่นดิ มันเป่งมากแล้วนะเนี่ย

เหอะๆ วันนี้เกือบโดนตัดผมแล้ว OoO"

ก็วันนี้คาบประชุมระดับนั้นแหละ ครูตรวจผม โอ้วว ว [พระบิดา พระบุตร และพระจิต (..อาเมน..) ช่วยลูกด้วย] ครูภัทรจะจับตัดผม แต่เพื่อนเขาก็บอกว่าไม่น่าจะโดน เพราะว่าผมมันแค่บิน ใช่แล้ว!!! มันแค่บินเท่านั้นเอง ครูภัทรท่านช่างใจดีและเห็นด้วยกับเพื่อนๆ เราเลยรอดตัวไป

ป.ล. อย่าจากฉันไปไหนเลยนะจ๊ะ "ผม" จ๋า T^T

วันนี้มานั่งบ่นๆให้อ่าน ก็ขอโทษด้วยละกันนะคะ แหะๆ^^

บ๊ายบาย ฝันหวานทุกคนนะคะ อิอิ

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552

Happy New Year

Happy New Year!!!
มีความสุขมากๆนะคะ คิดสิ่งได้ก็ขอให้สมปราถนาทุกอย่างเลย
ปีใหม่นี้ขอให้มีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตนะ

เมื่อคืนอยู่ countdown ด้วย ตื่นเต้นมากๆ เพราะอีกแค่ไม่กี่วินาทีก็ขึ้นปี 2009 แล้ว และที่พิเศษสุดๆก็คือ ... เหอะๆ ><" บอกไม่ได้ เพราะมันพิเศษกว่าทุกปีมากๆ เอาเป็นว่า HaPPy มากมายอ่ะคะ

แต่ปีใหม่นี้ งานเยอะจัง เฮ้ออ อ!!! น่าอิจฉาเพื่อนๆจังที่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด อยากไปเชียงใหม่จังเลย!!
แต่ว่าที่บ้านของเราก็จังงานปีใหม่เหมือนกันนะ วันที่ 3 มกราคมที่จะถึงนี้แหละ ได้เจอพี่ๆน้องๆที่ไม่ได้เจอกันมาน๊านน นาน อิอิ ^^

ยิ้มรับปีใหม่ให้สนุกนะคะ ที่สำคัญ เมาไม่ขับนะ!!!

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551

มหาเวสสันดรชาดก

1. กัณฑ์ทศพร
เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเสด็จไปเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสารต่อจากนั้นเสด็จไปโปรดพุทธบิาและพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์เกิดฝนโบกขรพรรษ พระสงค์สาวกกราบทูลอาราธนาให้ทรงแสดงเรื่องมหาเวสสันดรชาดก เริ่มตั้งแต่เมื่อกัปที่ 98 นับแต่ปัจจุบันพระนางผุสดีซึ้งจะทรงเป็นพระมารดาของพระเวสสันดรทรงอธิษฐานขอเป็นมารดาของผู้มีใจบุญจบลงตอนพระนางได้รับพร 10 ประการจากพระอินทร์

อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ ผู้นั้นจะได้รับทรัพย์สมบัติดังปรารถนา ถ้าเป็นสตรีจะได้สามีที่เป็นที่ชอบเนื้อเจริญใจ บุรุษจะได้ภรรยาเป็นที่ต้องประสงค์อีกเช่นเดียวกันจะได้บุตรหญิงชายเป็นคนว่านอนสอนง่าย มีรูปร่างที่งดงาม มีความประพฤติดีกริยาเรียบร้อย

2. กัณฑ์หิมพานต์

พระเวสสันดรทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสัญชัยกับพระนางผุสดี แห่งแคว้นสีวีราษฎร์ประสูติที่ตรอกพ่อค้า เมื่อพระเวสสันดรได้รับเวนราชสมบัติจากพระบิดา ได้พระราชทานช้างปัจจัยนาเคนทร์แก่กษัตริย์แคว้นกลิงคราชฎร์ ประชาชนไม่พอใจพระเวสสันดรจึงถูกพระราชบิดาเนรเทศไปอยู่ป่าหิมพานต์

อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ ย่อมได้สิ่งที่ปรารถนาทุกประการ ครั้นตายแล้วได้บังเกิดในสุคติโลกสวรรค์เสวยสมบัติอันมโหฬาร มีบริวารแวดล้อมบำรุงบำเรออยู่เป็นนิตย์จุติจากสวรรค์แล้วจะลงมาเกิดในตระกูลขัตติยะมหาศาล หรือตระกูลพราหมณ์มหาศาลอันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคารบริวารมากมายนานาประการจะประมาณมิได้ ประกอบด้วยการสบายใจทุกอิริยาบถ

3. กัณฑ์ทานกัณฑ์

ก่อนเสด็จไปอยู่ป่าพระเวสสันดรได้พระราชทานสัตสดกมหาทาน คือ ช้าง ม้า รถ ทาสชาย ทาสหญิง โคนม และ นางสนมอย่างละ 700

อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ จะบริบูรณ์ด้วยแก้วแหวนเงินทองทาสทาสี และสัตว์ 2 เท้า 4 เท้า ครั้นตายแล้วจะได้ไปเกิดในฉกาพจรสวรรค์ มีนางเทพอัปสรแวดล้อมมากมายเสวยสุขในปราสาทแล้วด้วยแก้ว 7 ประการ

4. กัณฑ์วนปเวสน์
พระเวสสันดรทรงพระนางมัทรีและพระชาลี (โอรส) พระกัณหา(ธิดา )เสด็จจากเมืองผ่านแคว้นเจตราษฎร์จนเสด็จถึงเขาวงกตในป่าหิมพานต์
อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ จะได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้าจะได้เป็นบรมกษัตริย์ในชมพูทวีป เป็นผู้ทรงปรีชาเฉลียวฉลาดสามาร๔ปราบอริราชศัตรูให้ย่อยยับไป

5. กัณฑ์ชูชก
ชูชกพราหมณ์ ขอทานได้นางอมิตตาบุตรสาวของเพื่อนเป็นภรรยานางใช้ให้ชูชกไปของสองกุมาร ชูชกเดินทางไปสืบข่าวในแคว้นสีวีราษฎณ์ สามารถหลบหลีกการทำร้ายของชาวเมือง พบพรานเจตบุตรลวงพรานเจตบุตรให้บอกทางไปยังเขาวงกต

อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ จะได้บังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ประกอบด้วยสมบัติอันงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะเจรจาปราศรัยก็ไพเราะเสนาะโสตแม้จะได้สามีภรรยาและบุตรธิดาก็ล้วนแต่มีรูปทรงงดงามสอนง่าย

6. กัณฑ์จุลพน
ชูชกเดินทางผ่านป่าตามเส้นทางที่เจตบุตรแนะจนถึงที่อยู่ของอัจจุตฤๅษี

อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ แม้จะบังเกิดในปรภพใดๆจะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติบริวารจะมีอุทยานอันดารดาษด้วยไม้หอมตรลบไป แล้วจะมีสระโบกขรณีอันเต็มไปด้วยประทุมชาติ ครั้นตายไปแล้วก็ได้เสวยทิพยสมบัติในโลกหน้าสืบต่อไป

7. กัณฑ์มหาพน
ชูชกลวงอัจจุตฤๅษีให้บอกทางผ่านป่าไม้ใหญ่ไปยังที่ประทับของพระเวสสันดร

อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ จะเสวยสมบัติใดในดาวดึงส์เทวโลกนั้นแล้วจะได้ลงมาเกิดเป็นกษัตริย์มหาศาล มีทรัพย์ศฤงคารบริวารมาก มีอุทยานและสระโบกขรณีที่เป็นประพาสเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยด้วยศักดานุภาพเฟื่องฟุ้งไปทั่วชมพูทวีปอีกทั้งจักได้เสวยอาหารทิพย์เป็นนิตย์นิรันดร

8. กัณฑ์กุมาร
ชูชกทูลขอสองกุมารทุบตีสองกุมารเฉพาะพระพักตร์พระเวสสันดร แล้วพาออกเดิน

อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ ย่อมประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา ครั้นตายไปแล้วได้เกิดในฉกามาพจรสวรรค์ ในสมัยที่พระศรีอาริยาเมตไตรมาอุบัติก็จะได้พบศาสนาของพระองค์ จะได้ถือปฏิสนธิในตระกูลกษัตริย์ ตลอดจนได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระองค์ แล้วบรรลุพระอรหันตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง 4 ด้วยบุญราศีที่ได้อบรมไว้

9. กัณฑ์มัทรี พระนางมัทรีเสด็จกลับจากหาผลไม้ในป่าออกติดตามสองกุมารตลอดทั้งคืนจนถึงทรงสัญญี(สลบ)เฉพาะพระพักตร์พระเวสสันดรเมื่อทรงฟื้นแล้วพระเวสสันดรตรัสเล่าความจริงเกี่ยวกับสองพระกุมาร พระนางทรงอนุโมทนาด้วย

อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ เกิดในโลกหน้าจะเป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เป็นผู้มีอายุยืนยาว ทั้งประกอบด้วยรูปโฉมงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะไปในที่ใดๆก็จะมีแต่ความสุขทุกแห่งหน


10. กัณฑ์สักกบรรณ
พระอินทร์พระเกรงว่าจะมีผู้มาขอพระนางมัทรี จึงแปลงเป็นพราหมณ์ชรามาทูลขอพระนางมัทรีแล้วฝากไว้กับพระเวสสันดร

อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ จะเป็นผ้ที่เจริญด้วยลาภยศตลอดจนจตุรพิธพรทั้ง 4 คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาล

11. กัณฑ์มหาราช
ชูชกเดินทางเข้าไปแคว้นสีวีราษฎร์ พระสัญชัยทรงไถ่สองกุมารชูชกได้รับพระราชทานงานเลี้ยงและ ถึงแก่กรรมด้วยกินอาหารมากเกินควร

อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ จะได้มนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติและนิพพานสมบัติเมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะได้เป็นพระราชาเมื่อจากโลกมนุษย์ไป ก็จะไปเสวยทิพย์สมบัติในฉกามาพจรสวรรค์ มีนางเทพอัปสรเป็นบริวาร ครั้นบารมีแก่กล้าก็จะได้นิพพานสมบัติอันตัดเสียซึ้งชาติชรา พยารณธ พ้นจากโอฆะทั้งสามมีกาโมฆะ เป็นต้น

12. กัณฑ์ฉกษัตริย์
กษัตริย์แคว้นถลิงราชย์ทรงคืนช้างปัจจัยนาเคนทร์ พระเจ้ากรุงสญชัย พระนางผุสดี พระชาลี พระกัณหา เสด็จไปทูลเชิญพระเวสสันดร พระนางมัทรีกลับพระนคร เมื่อกษัตริย์ทั้งหกพระองค์ทรงพบกันก็ทรงวิสัญญี ต่อมาฝนโบกขรพรรษตกจึงทรงฟื้นขึ้น

อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ จะได้เป็นผู้ที่เจริญด้วยพร 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกๆชาติแล

13. กัณฑ์นครกัณฑ์
กษัตริย์หกพระองค์เสด็จกลับพระนคร พระเวสสันดรได้ครองราชย์ดังเดิม บ้านเมืองสมบูรณ์พูนสุข

อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ จะได้เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยวงคาคณาญาติ ข้าทาสชาย-หญิง ธิดา สามี หรือบิดามารดา เป็นต้น อยู่พร้อมหน้ากันด้วยความผาสุกปราศจากดรคาพาธทั้งปวงจะทำการใด ๆ ก็พร้อมเพียงกันยังการงานนั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จุดแข็ง จุดอ่อน ๑๒ ราศี

ราศีมังกร (22 ธันวาคม – 19 มกราคม)
จุดแข็ง
1.อ่านคนเก่ง มีลางสังหรณ์แม่นยำ
2.วางตัวดี ยากที่ใครอ่านออก
3.มีอารมณ์ขัน มีวาทศิลป์
4.มีความนอบน้อมถ่อมเคารพผู้อาวุโส
5.มีความซื่อตรงและยุติธรรม
6.รอบคอบ ละเอียดอ่อน
7.ใจบุญสุนทาน มีความรอบรู้ รักพ่อแม่พี่น้องมาก
8.เข้มแข็งแกร่งกล้า แม้จะเป็นคนอ่อนไหวง่าย
จุดอ่อน
1.เจ็บปวดง่าย ยากจะลืมเลือนหรือให้อภัยคนที่ทำร้ายตน
2.ชอบผูกมิตรกับคนแต่ไม่ชอบคบใครจริงจัง
3.ชอบแสดงความสดใสร่าเริง ทั้งที่ในใจรู้สึกโดดเดี่ยว
4.ทนไม่ได้กับการวิพากษ์วิจารณ์หรือการดูถูก
5.ยึดมั่นในหน้าที่ จนไม่มีเวลาใช้ชีวิตแบบที่ปารถนา
6.ใช้จ่ายเงินเก่ง
7.เชื่อว่าตนเองถูกเสมอ

ราศีกุมภ์ (20 มกราคม – 18 กุมภาพันธ์)
จุดแข็ง
1.มีความเป็นเพื่อนให้ทุกคนอย่างไม่เลือก
2.ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน มีจุดยืนที่มั่นคง
3.ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่เคยดับมอด
4.เด็ดเดี่ยว ไม่ท้อแท้
5.กล้าได้กล้าเสีย แก้ปัญหาเก่ง ไม่ตื่นตกใจง่าย
6.รู้จักกาลเทศะ
7.สร้างจุดสนใจได้ดีเสมอ สร้างความประทับใจให้กับทุกคน
8.สุขุมเยือกเย็น ไม่เคยทำอะไรสะเพร่า
จุดอ่อน
1.ต่อต้านกฎเกณฑ์อย่างจริงจัง จนบางครั้งก้าวร้าว
2.ไม่ลงให้ใครง่ายๆ
3.ไม่แสดงความคิดเห็นของตน แต่เก็บเกี่ยวความคิดของผู้อื่น
4.ชอบเสี่ยง ทั้งที่ไม่มีความมั่นใจเลย
5.ไม่ทนกับคนที่ตนคิดว่าไรสาระ
6.ไม่ชอบแสดงออกทางอารมณ์ แม้แต่จะทำสิ่งที่ดีๆให้กับคนที่ตนรัก
7.คาดหวังสูงกับความเป็นคนมีเสน่ห์และเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง
8.ชอบคิด ชอบวางแผน แต่ไม่ชอบลงมือทำ

ราศีมีน (19 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม)
จุดแข็ง
1.สามารถดึงเอาความเพ้อฝันมาใช้สร้างสรรค์ได้
2.ปรับตัวได้ดี รู้จักรอมชอม แม้จะฝืนใจตนเองบ้าง
3.วางตัวดี รู้จักพูดจา เป็นผู้ฟังที่ดี
4.ยินดีให้ความร่วมมือกับผู้อื่นแม้จะไม่เห็นชอบด้วยก็ตาม
5..ไม่เรียกร้องความโดดเด่น ไม่ยึดติดว่าตนต้องเป็นผู้นำ
6.มีความอดทน มีศักยภาพที่ไขว้คว้าความสำเร็จ
7.ฉลาดและรู้จักใช้โอกาส
จุดอ่อน
1.อารมณ์เปราะบาง
2.สับสนและเครียดได้สูงเพียงเพราะอารมณ์อ่อนไหวของตน
3.ไม่กล้าทำในสิ่งที่ลึกๆปรารถนา
4.ชอบหลอกตัวเองไม่ยอมรับความจริง
5.พอใจที่จะอยู่ในโลกแห่งจินตนาการมากกว่าโลกแห่งความจริง
6.ชอบหนีปัญหาของตนเอง ทั้งที่สามารถให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาของผู้อื่นได้
7.ไม่ชอบงานหนักหรือภาวะที่บังคับให้ต้องรับผิดชอบสูง
8.ขาดมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับชีวิต

ราศีเมษ (21 มีนาคม – 19 เมษายน)
จุดแข็ง
1.มีกำลังใจเข้มแข็ง ไม่ท้อถอยง่ายๆ
2.มีน้ำใจไมตรีต่อคนรอบข้าง
3.รู้จักสร้างความสดชื่นรื่นรมย์อยู่เสมอ
4.เป็นผู้นำที่ดี มีความยุติธรรมและซื่อตรงสูง
5.มีความคิดริเริ่มรักอิสระ
6.วางจุดหมายของตัวเองไว้ทุกระยะ
7.สนใจใฝ่รู้ มุ่งไปที่ความสำเร็จมากกว่าเงิน
8.กล้าสู้ปัญหา ยอมรับความกดดันได้ดี
จุดอ่อน
1.เชื่อแต่ความคิดและมุมมองของตนเอง
2.หลงตนเองต้องการเป็นหนึ่งเสมอ
3.อยากควบคุมความคิดคนอื่น เผด็จการพอตัว
4.บางครั้งก้าวร้าวและไม่ใคร่ตรองให้ลึกซึ้ง
5.อ่านคนไม่เก่ง แต่ชอบแข่งขันและชอบเอาชนะ
6.กลังคนไม่ยอมรับ
7.เก็บเงินไม่เก่ง
8.ไม่ค่อยอดทนไม่ชอบอยู่กับความซ้ำซากเป็นเวลานาน

ราศีพฤษภ (20 เมษายน – 20 พฤษภาคม)
จุดแข็ง
1.มีความบากบั่นสูง ยากที่จะยอมแพ้หรือเปลี่ยนแปลงจุดยืนของตนเอง
2.เป็นคนมีจิตใจดี ให้เกียรติให้ความสำคัญแก่คนอื่นเสมอ
3.เป็นคนจริงใจ รักมั่นคง รักครอบครัวรักเพื่อน อย่างแท้จริง
4.สามารถเก็บความรู้สึกเกรี้ยวกราดไว้ได้ ยากที่จะแสดงออกว่าไม่พอใจใคร
5.สามารถจัดการชีวิตให้มีระเบียบวินัยอย่างพอเหมาะ
6.เป็นคนมีเหตุผล พูดจริง ทำจริง และไม่ไข่คว้าในสิ่งที่เกินตัว
7.มักไตร่ตรองให้รอบครอบอยู่เสมอ
8.เป็นคนสุภาพนอบน้อม ไม่ใจร้อนวู่วาม
จุดอ่อน
1.คิดและทำอะไรช้า
2.อยากทำตามความคิดตนมากกว่าจะเปลี่ยนแปลงเพราะฟังคนอื่น
3.โกธรได้ง่าย แต่หายยาก
4.ยอมทุ่มเทเงินทองให้กับสิ่งที่ชอบ
5.เจ้าระเบียบ ไม่ชอบให้ใครยุ่งกับคนของตน
6.ไม่ชอบที่จะให้เพื่อนพ้อง พี่น้องชื่นชมใครไปกว่าตน

ราศีเมถุน (21 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน)
จุดแข็ง
1.มีความสดใสร่าเริง และมีอารมณ์ขันเสมอ
2.ช่างคิด ช่างสังเกต
3.ฉลาดคิดเร็วตัดสินใจเร็ว และไม่ชอบหยุดนิ่ง
4.ไหวพริบดี สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง
5.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความสามารถในการวางแผน
6.รักการเรียนรู้ สนุกที่จะหาประสบการณ์ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง
7.สามารถให้ความช่วยเหลือ คำปรึกษา คำแนะนำแก่คนรอบข้างได้
8.เก็บความรู้สึกดี มักไม่แสดงความรู้สึกโกธรออกมา
จุดอ่อน1.ขาดความมุ่งมั่นและไม่อดทนไม่มีความหนักแน่น
2.ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของตน
3.เป็นคนเบื่อง่าย ขาดความจริงจังทั้งที่เป็นคนมีความทะยาน
4.แม้จะเป็นคนคิดการณ์ไกล แต่ไม่ชอบที่จะทำ มักวางมือเสียง่ายๆ
5.กล้าคิด กล้าทำแต่จริงๆแล้วขาดความรอบครอบ
6.ไม่ตรงต่อเวลานัก ไม่ต้องการความรับผิดชอบสูง
7.ขาดพลังในการควบคุมตน

ราศีกรกฎ (21 มิถุนายน – 22 กรกฎาคม)
จุดแข็ง
1.เป็นคนมีจิตใจดี ไม่เคยคิดเบียดเบียนทำร้ายใคร
2.สนใจเรื่องแสวงหาความมั่นคงในชีวิตความสำเร็จและความก้าวหน้ามากกว่าปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ
3.รักบ้าน รักครอบครัว รักเพื่อน
4.มีความจำดี มีความรับผิดชอบสูง
5.ขยันขันแข็ง ไม่เหลวไหล
6.ยอมรับระบบระเบียบและกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง
7.ยืดหยัดตามลำพังได้ด้วยตัวของตัวเองหากต้องเผชิญกับปัญหา
8.มีความละเมียดละไม ใฝ่หาความสุนทรีในชีวิต
จุดอ่อน1.อ่อนไหวเกินไป เจ็บปวดง่าย เจ้าอารมณ์
2.ขาดเหตุผลเข้มงวดกับคนใกล้ตัวเกินไป
3.ช่างหวาดระแวงและวิตกกังวลเกินควร
4.บางครั้งก้าวร้าวเพราะยึดมั่นในความคิดของตนเกินไป
5.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ทั้งที่ไม่คิดจะทำร้ายใครเลย
6.ไม่มีความกล้าได้กล้าเสี่ยงเท่าใด
7.มักมองโลกในแง่ร้ายและตัดสินใจเรื่องราวในแง่ลบเสมอ

ราศีสิงห์ (23 กรกฎาคม – 22 สิงหาคม)
จุดแข็ง
1.เป็นคนใจกว้างและมีน้ำใจ
2.ไม่ดึงตัวเองลงไปในความเครียด รู้จักสร้างความรื่นรมย์ให้ตนเองและคนรอบข้าง
3.เป็นคนที่มีระเบียบในการใช้ชีวิต
4.มีความทะเยอทะยานมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน
5.มีความมั่นอกมั่นใจและเป็นตัวเองสูง
6.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กล้าพูดกล้าทำ กล้าเสี่ยง
7.ไม่หวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง
8.ไม่ยอมล้มเหลวหรือพ่ายแพ้
จุดอ่อน
1.บางครั้งทระนงจนไม่ยอมขอโทษ ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายผิด
2.ชอบให้ทุกคนยกย่อง เอาอกเอาใจ ต้องการการยอมรับมากไป
3.ให้ความสำคัญกับการเที่ยวเตร่มากกว่าการมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง
4.การเลือกคบคมมากเกินไปจนดูเหมือนดูถูกคนที่ต้อยต่ำกว่า
5.ชอบโอ้อวดและหน้าใหญ่ในบางครั้ง
6.วู่วามใจร้อนไร้เหตุผล
7.มักเห็นแก่ความต้องการของตนเป็นใหญ่เสมอ
8.กล้าคิดกล้าตัดสินใจแต่ขาดความรอบครอบ

ราศีกันย์ (23 สิงหาคม – 22 กันยายน)
จุดแข็ง
1.ซื่อสัตย์ภัคดี มีความตั้งใจจริงไม่เอาเปรียบใคร
2.มีความรับผิดชอบสูง ความตั้งใจสูง
3.ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักออมเงิน
4.เก่งกาจในการติดต่อสื่อสาร การคิด การวิเคราะห์และการเก็บรายละเอียด
5.สามารถปรับตัวได้ไม่เบื่อหน่ายมีความอดทนสูง
6.เก่งด้านการจัดการ มีมาตรฐานในชีวิต
7.มีความทะเยอทะยานมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน
จุดอ่อน
1.ไม่เชื่อถือและไม่วางใจใครเหมือนกับที่คนอื่นวางใจตน
2.เข้มงวด เจ้าระเบียบ จุกจิกจู้จี้
3.มีความบากบั่นสูงแต่บางครั้งก็ดันทุรังโดยไร้เหตุผล
4.ด้วยความสามารถในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้บ่อยครั้งช่างตำหนิติเตียนผู้คน
5.มักมีลับลมคมนัยเก็บความรู้สึกและความคิดที่แท้จริงของตนไว้ไม่แสดงออกมา
6.มักหวังสิ่งตอบแทนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
7.เป็นคนเอาใจยาก

ราศีตุลย์ (23 กันยายน – 22 ตุลาคม)
จุดแข็ง
1.มีมาตรฐานในการใช้ชีวิตของตนเอง รู้จักวางเป้าหมายและวางแผนอยุ่เสมอ
2.ดูแลชีวิตตนเองให้มีความสุขเสมอ
3.มีวาทศิลป์ มีคารมคมคาย รู้จักการเจรจาต่อรองได้เยี่ยม
4.ไม่ทำตัวขวางโลก
5.มีความเป็นผู้นำ
6.อ่อนโยน แคร์ความรู้สึกของผู้อื่น
7.มนุษย์พันธ์ดีเยี่ยม ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตนเอง
จุดอ่อน
1.การตัดสินใจไม่เด็ดขาดเพราะมักเกิดการโลเล ไม่มั่นใจในตนเอง
2.ปรารถนาความเป็นหนึ่งมากจนเกินไป บางครั้งอาจผิดหวังและอิจฉาผู้อื่นได้
3.บางครั้งสุขุมเกินไปจนดูเหมือนเป็นคนเฉื่อยช้า
4.ยึดถือความถูกต้องเป็นใหญ่จนไม่ประนีประนอมให้เกิดความยืดหยุ่นบาง
5.มีความอ่อนไหวน้อยใจมากพอๆกับความยโส

ราศีพิจิก (23 ตุลาคม – 21 พฤษจิกายน)
จุดแข็ง
1.เป็นคนมีระเบียบวินัยและวางมาตรฐานให้กับชีวิตของตนอย่างเคร่งครัด
2.ไม่ชอบให้ใครเข้ามาในโลกส่วนตัวของตนเอง
3.มีความทรงจำเยี่ยม มีสมาธิดี มีความรับผิดชอบ
4.มีน้ำใจไมตรี ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ชอบการประจบ
5.เป็นคมมีไหวพริบ
6.รู้จักใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์ที่สุด
7.มีจุดยืนและเป้าหมายเด่นชัด
จุดอ่อน
1.ค่อนข้างเข้มงวดกับตนเองและคนอื่นมากไป
2.บางครั้งดูหมิ่นผู้อื่นอยู่ในใจและยากที่จะไว้ใจใคร
3.โมโหร้าย หวาดระแวง ยากที่จะประนีประนอม
4.แม้จะไม่ทำร้ายใครก่อน แต่ก็มักจะตอบโต้ด้วยการใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงอย่างจริงจัง
5.สามารถที่จะลืมความอ่อนโยนกลายเป็นคนก้าวร้าวได้ถ้าไม่พอใจ

ราศีธนู (22 พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม)
จุดแข็ง
1.มีแนวคิดที่ชัดเจน มีหลักปรัชญาในการดูแลชีวิต
2.มีอารมณ์ขันเสมอ ไม่เครียดง่าย
3.ปรับตัวได้ดีมองการณ์ไกล
4.กล้าเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่เสมอ
5.เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น
6.ตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง
จุดอ่อน
1.เก่งหลายอย่างแต่ไม่มุ่งมั่นซะอย่าง
2.มักเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นจนท้อ
3.ตัดสินใจไม่เด็ดขาด ไม่เก่งเรื่องวางแผน
4.เก็บเงินไม่เก่ง
5.ทนไม่ได้หากถูกมองว่าไม่ชื้อ จะก้าวร้าวถ้าไม่ได้ดั่งใจ
6.บางครั้งใจแคบ ไม่รู้จักกาลเทศะ
7.ไว้ใจคนง่าย ชอบโต้คารม ชอบอวดความคิดตน
8.แม้ปัญญาดีแต่ขาดไหวพริบ

ที่มา http://www.dek-d.com/content/view.php?id=11478